สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ บุพพารามของนางวิสาขา ใกล้พระนครสาวัตถี

ครั้งนั้น หลานผู้เป็นที่รักของนางวิสาขาตายลง นางวิสาขามีใบหน้าเปียกชุ่มด้วยน้ำตา เข้าไปเฝ้าพระผู้พระภาค ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่อันสมควร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

“ดูก่อนวิสาขา เธอมาแต่ไหน จึงมีใบหน้าเปียกชุ่มด้วยน้ำตา”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หลานผู้เป็นที่รักของหม่อมฉันเสียชีวิตลง พระเจ้าข้า” นางวิสาขากราบทูล

“ดูก่อนวิสาขา เธอปรารถนาจะมีบุตรและหลาน เท่ากับจำนวนคนในพระนครสาวัตถีหรือ” พระพุทธองค์ตรัสถาม

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันปรารถนาจะมีบุตรและหลาน เท่ากับจำนวนคนในพระนครสาวัตถี พระเจ้าข้า”

“ดูก่อนวิสาขา คนในพระนครสาวัตถีมีประมาณเท่าใด”

“ประมาณ ๗ โกฏิ พระเจ้าข้า”

“วิสาขา ในพระนครสาวัตถี มีคนตายวันละเท่าใด”

“ประมาณหนึ่งหรือสองคน จนถึงวันละ ๑๐ คนก็มี ไม่มีวันใดที่ไม่มีใครตายเลย พระเจ้าข้า”

“วิสาขา เธอจะทำอย่างไร ถ้าเธอมีบุตรและหลานเท่ากับจำนวนคนในพระนครสาวัตถี แล้วบุตรและหลานของเธอมีอันต้องตายลงทุกวัน เธอมิต้องเป็นผู้มีใบหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ไม่มีวันสร่างจากความเศร้าโศกทุกวันหรือ”

นางวิสาขาได้สติ ความเศร้าโศกคลายลง นางจึงกราบทูลพระบรมศาสดาว่า

“หม่อมฉันมีบุตรและหลานเท่าที่มีอยู่ก็พอแล้ว ไม่ต้องการมีบุตรและหลานมากมาย เท่ากับจำนวนคนในพระนครสาวัตถีอีกต่อไปแล้ว พระเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปลอบว่า

“ดูก่อนวิสาขา
ผู้ใดมีสิ่งที่รักหนึ่งร้อย ผู้นั้นก็มีทุกข์หนึ่งร้อย
ผู้ใดไม่มีสิ่งที่รัก ผู้นั้นไม่มีทุกข์
ไม่มีความโศก ไม่มีความคับแค้นใจ

ความโศกก็ดี ความร่ำไรก็ดี ความทุกข์ก็ดี
มีอยู่ในโลกนี้ เพราะอาศัยสิ่งอันเป็นที่รัก
เมื่อไม่มีสิ่งอันเป็นที่รัก
ความโศก ความร่ำไร และความทุกข์ ย่อมไม่มี

ผู้ใดไม่มีสิ่งอันเป็นที่รัก ในโลกไหนๆ
ผู้นั้นเป็นผู้มีความสุข ปราศจากความโศก
ผู้ปรารถนาความไม่โศก อันปราศจากกิเลสดุจธุลี
จึงไม่ควรยึดถือสิ่งอันเป็นที่รัก ในโลกไหนๆ”