โคตมี เกิดในตระกูลเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี คนทั่วไปมักเรียกเธอว่า กีสาโคตมี เพราะเธอมีรูปร่างผอมบาง เมื่อเจริญวัยขึ้น นางได้แต่งงานกับบุตรชายของเศรษฐีในเมืองสาวัตถี และได้ให้กำเนิดบุตรชาย แต่ความปลาบปลื้มยินดีในบุตรมีอยู่มิได้นาน ความเป็นอนิจจังก็บังเกิด เมื่อลูกชายของนางที่กำลังน่ารักน่าชัง เกิดป่วยตายลง

กีสาโคตมีไม่อาจยอมรับการจากไปของบุตรชายได้ นางร่ำไห้กอดร่างไร้วิญญาณของลูก ร้องไห้โหยหวนน่าเวทนา อุ้มศพลูกออกจากบ้านด้วยอาการดุจคนเสียสติ เที่ยวถามใครต่อใครว่า มียาอะไรรักษาลูกของนางให้กลับฟื้นคืนสติได้บ้าง

จนมีผู้บอกให้เธอไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเชตวันมหาวิหาร โดยบอกว่า พระพุทธองค์อาจทรงรู้จักยาที่จะชุบชีวิตบุตรของนางให้ฟื้นคืนมาได้ นางดีใจสุดประมาณ รีบตรงไปเฝ้าพระบรมศาสดา

นางวางศพลูก แล้วกราบลงแทบพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า พลางร่ำไห้ละล่ำละลัก ทูลถามเรื่องยารักษาลูกชาย

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค หม่อมฉันได้ทราบว่าพระองค์มียาที่สามารถรักษาคนตายให้ฟื้นขึ้นมาได้ ยานั้นคืออะไร พระเจ้าข้า”

“เมล็ดพันธุ์ผักกาด โคตมี” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบ

“ประมาณเท่าใด พระเจ้าข้า”

“สักหนึ่งกำมือ แต่ต้องมาจากเรือนที่ไม่เคยมีใครในตระกูลตายมาก่อน”

นางดีใจมาก กราบลาพระพุทธองค์ รีบอุ้มลูกชายตระเวนไปในเมือง ครั้งถึงบ้านเรือนแห่งใด ก็เอ่ยปากขอเมล็ดพันธุ์ผักกาด เจ้าของบ้านผู้ใจดีก็นำมาให้ แต่พอนางซักถามว่า ที่บ้านนี้เคยมีคนตายหรือไม่ เจ้าของบ้านแต่ละแห่งก็ตอบเหมือนกันหมดว่า

“แม่คุณ มีที่ไหนในโลกนี้ที่จะมีตระกูลที่ไม่เคยมีคนตายมาก่อน”

กีสาโคตมีจึงคืนเมล็ดพันธุ์ผักกาด แล้วอุ้มศพลูกชายตะลอนๆ ถามใครต่อใครต่อไป ด้วยความหวังว่า นางจะพบสักบ้านหนึ่ง

จนพลบค่ำ นางยังไม่ได้เมล็ดผักกาดแม้สักเมล็ดเดียว เพราะไม่มีบ้านไหนเลยที่ไม่เคยมีใครตาย ศพลูกชายก็เริ่มพองขึ้น

นางเกิดความสลดสังเวชใจ ได้สติว่า

“โอหนอ… เป็นกรรมหนักเสียแล้ว เราเข้าใจว่ามีแต่บุตรของเราเท่านั้นที่ตาย แท้จริงแล้ว มีคนตายกันตั้งมากมาย บุตรของใครต่อใครก็ตาย ทุกหลังคาเรือนล้วนเคยมีคนตายกันมาแล้วทั้งสิ้น”

นางตัดสินใจทิ้งศพบุตรน้อยไว้ที่ป่าช้า เดินทางมุ่งหน้ากลับไปเฝ้าพระบรมศาสดา

“โคตมี ได้เมล็ดพันธุ์ผักกาดมาไหม” พระพุทธองค์ตรัสถาม

“ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ทุกเรือนล้วนแต่เคยมีคนตายมาแล้วทั้งสิ้น” นางทูลตอบ

“ดูก่อนโคตมี เธอเคยสำคัญผิด คิดมั่นหมายว่า ลูกชายของเธอเท่านั้นที่ตาย แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะความตายมีแก่สรรพสัตคว์ ไม่เว้นใครทั้งสิ้น

โคตมี พญามัจจุราชย่อไม่เห็นแก่ใคร ย่อมคร่าเอาบุคคลผู้เมาอยู่ในบุตร สามี ภรรยา ทรัพย์สมบัติ ผู้มีใจซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ไปสู่ทางของตน เหมือนห้วงน้ำใหญ่ท่วมขึ้นมา พัดพาเอาบ้านเรือนของคนที่นอนหลับไป ฉะนั้น

โคตมีเอย จงบรรเทาความเศร้าโศกเสียเถิด ความโศกเป็นที่พึ่งของใครไม่ได้ มีแต่จะทำลายบุคคลนั้นให้เสื่อมลง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เธอจงพยายามปลงเสียเถิดว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเมื่อมีเกิดก็ย่อมมีดับ เกิดขึ้น แปรปรวน แล้วก็ดับไป สิ่งทั้งปวงเป็นอย่างนี้ จะยึดถือเหนี่ยวรั้งไว้สักเท่าไร ก็หาหยุดไม่”

นางกีสาโคตมีส่งใจไปตามกระแสพระพุทธดำรัส เมื่อจบพระธรรมเทศนา นางได้บรรลุโสดาปัตติผล แล้วทูลขอบรรพชา พระพุทธองค์จึงส่งนางไปยังสำนักพระภิกษุณี

เมื่อบวชเป็นพระภิกษุณีแล้วไม่นาน กีสาโคตมีภิกษุณีถึงวาระปัดกวาด และตามประทีปในพระอุโบสถ เห็นเปลวเทียนที่ลุกโพลงแล้วหรี่ลง ลุกโพลงขึ้นแล้วหรี่ลงอยู่อย่างนี้ ได้กำหนดเอาแสงประทีปนั้นเป็นอารมณ์กรรมฐาน รำพึงว่า

“ชีวิตสัตว์ทั้งหลาย ดุจเดียวกับแสงประทีป
เกิดขึ้นแล้วก็ดับ
ดับแล้วก็เกิดใหม่
เวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารไม่รู้นานเท่าไร
จนกว่าจะบรรลุพระนิพพาน
จึงจะพ้นจากวัฏสงสารนี้ได้”

ขณะนั้น แสงสว่างแห่งพระฉัพพรรณรังสี ได้ปรากฎแก่กีสาโคตมีภิกษุณี ประหนึ่งว่า พระพุทธองค์เสด็จมาประทับอยู่เบื้องหน้า พระสุรเสียงกังวานแว่วมาว่า

“ถูกแล้ว โคตมี
สัตว์ทั้งหลายย่อมเกิดดับ เหมือนเปลวประทีปนี้
ส่วนผู้ใดถึงพระนิพพานแล้ว หาเป็นอย่างนั้นไม่”

“ความดำรงอยู่เพียงครู่เดียว
ของผู้เห็นความไม่เที่ยงนี้
ประเสริฐกว่าความดำรงอยู่ถึงร้อยปี
ของผู้หลงมัวเมาอยู่”

ด้วยโยนิโสมนสิการ และพระโอวาทจากพระผู้มีพระภาคเจ้า กีสาโคตมีภิกษุณีได้บรรลุพระอรหัตผล พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาในพระอุโบสถนั้นเอง