ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลเศรษฐีมีทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฏิ

เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นเจริญวัยแล้ว มารดาบิดาได้เสียชีวิตลง พี่ชายของพระโพธิสัตว์จึงจัดการดูแลทรัพย์สมบัติแทน พระโพธิสัตว์อาศัยอยู่กับพี่ชายนั้น

ในกาลต่อมา พี่ชายเสียชีวิตลงด้วยความป่วยไข้ ญาติมิตรทั้งหลายพากันร้องไห้คร่ำครวญ แม้คนเดียวก็ไม่อาจอดกลั้นความเศร้าโศกเสียใจได้ ส่วนพระโพธิสัตว์ไม่คร่ำครวญ ไม่ร้องไห้ ชนทั้งหลายพากันติเตียนพระโพธิสัตว์ว่า

ดูเอาเถิดท่านผู้เจริญทั้งหลาย เมื่อพี่ชายของผู้นี้ตายไป อาการแม้สักว่าเศร้าโศกก็ไม่มี เขามีใจแข็งกระด้าง เห็นจะอยากให้พี่ชายของตนตาย ด้วยคิดว่าเราเท่านั้นจักได้ใช้สอยทรัพย์สมบัติแต่เพียงผู้เดียว”

ฝ่ายญาติทั้งหลายต่างพากันติเตียนพระโพธิสัตว์ว่า

“พี่ชายของเจ้าตาย ทำไมเจ้าไม่ร้องไห้”

พระโพธิสัตว์ เมื่อได้ฟังคำของญาติเหล่านั้น จึงกล่าวว่า

“ท่านทั้งหลายไม่รู้จักโลกธรรม ๘ ประการ เพราะความที่ตนเป็นคนบอด คนเขลา จึงพากันร้องไห้คร่ำครวญถึงพี่ชายของเรา

“แม้เราเองก็จักตาย
เพราะเหตุไร ท่านทั้งหลายจึงไม่ร้องไห้ถึงเราบ้างว่า
“ผู้นี้ก็จักตาย”

แม้ท่านทั้งหลายก็จักตาย
เพราะเหตุไร ท่านทั้งหลายจึงไม่ร้องไห้ถึงตนเองบ้างว่า
“แม้เราทั้งหลายก็จักตาย”

สังขารทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง สังขารที่เที่ยงย่อมไม่มี ท่านทั้งหลายไม่รู้จักโลกธรรม จึงพากันร้องไห้ เราจักร้องไห้เพื่ออะไรกัน

“ท่านทั้งหลายร้องไห้ถึงแต่ “คนที่ตายแล้ว”
ทำไมจึงไม่ร้องไห้ถึง “คนที่จักตาย” บ้างเล่า”

สัตว์ทุกจำพวกผู้ครองสรีระไว้ ย่อมละทิ้งชีวิตไปโดยลำดับ เทวดา มนุษย์ และเหล่าสัตว์ทั้งปวง ไม่มีอิสระในสรีระร่างกายนี้ ถึงจะอภิรมย์อยู่ในร่างกายนี้ ก็จำต้องละทิ้งชีวิตไปในที่สุด สุขทุกข์ที่ยึดถือกันอยู่ในหมู่มนุษย์ เป็นของผันแปรไม่มั่นคง ความคร่ำครวญ ความร่ำไห้ ไม่เป็นประโยชน์เลย”

เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวจบลง หมู่ญาติมิตรได้คลายความเศร้าโศก แลชื่นชมยินดีภาษิตของพระโพธิสัตว์