อุบาสิกา กี นานายน หรือ ก. เขาสวนหลวง ได้ให้โอวาทแก่ผู้ป่วยรายหนึ่งว่า

ธรรมดาการป่วยไข้นั้นต้องมีด้วยกันทุกคน การป่วยไข้ชนิดทำงานได้ ไม่เรียกว่าเป็นการป่วย เรียกว่าเป็นเวลาปกติของมนุษย์ แต่ที่จริงแล้ว ก็เป็นการป่วยอยู่ในตัวเหมือนกัน แต่คนธรรมดาไม่รู้เรื่อง ว่าเป็นการเสื่อมของรูปธรรมอยู่ในตัวทุกขณะ การที่เพลิดเพลินไปตามอารมณ์ที่ยังมีแรงทำอะไรนั้น เป็นความประมาทมาก สู้คนที่ป่วยไม่ได้ เพราะคนนอนป่วยได้พิจารณาทุกข์อย่างเดียว จิตไม่เอาอะไร ไม่ไปไหน ได้พิจารณาทุกข์อยู่เป็นประจำและได้มีการปล่อยวางทุกข์เรื่อยไปเช่นกัน

การพิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตน ในขณะที่นอนป่วยอยู่นี้ เป็นประโยชน์มากที่สุด อย่าไปนึกเป็นตัวเราเจ็บก็แล้วกัน มองให้เห็นว่าเป็นสภาพของรูปนามที่มันมีการเสื่อมไปสิ้นไป เสื่อมไปสิ้นไปอยู่อย่างนั้น มันไม่ใช่เป็นของตัวเราเป็นของเรา บังคับมันไม่ได้ ในโลกนี้ไม่ว่าคนหรือสัตว์เหมือนกันหมด ไม่ใช่มาเป็นอยู่เฉพาะเราคนเดียว

เพราะฉะนั้น การเป็นโรคทางกายนั้นไม่สำคัญ มันสำคัญอยู่ที่โรคทางจิตใจ

ตามธรรมดาแล้ว เราไม่ค่อยเอาใจใส่ในเรื่องจิตใจ มีแต่สนใจจะเอาแต่เรื่องทางกายเท่านั้น มีการกลัวโรค โรคอะไรที่มันร้ายแรงก็กลัวกันนัก แต่ถึงจะกลัวยังไง ถึงคราวเป็นมันก็ต้องเป็น แม้จะมียารักษา ก็ระงับได้แค่ชั่วคราว หรือแม้คนที่ไม่เป็นโรคร้ายก็ไม่เห็นมีใครเหลืออยู่ในโลกแม้แต่คนเดียว ในที่สุดก็ต้องทิ้งไปทั้งหมด

เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีความรู้ มีการพิจารณาอยู่เป็นประจำ มันจะทำให้มองเห็นความจริงของความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้อย่างถูกต้อง และจะเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดเป็นลำดับๆ

ลองปล่อยวางดู ดูซิว่าเป็นใครเจ็บ เป็นเราเจ็บหรือว่าเป็นเรื่องของธรรมกันแน่ เราควรจะสอบสวนดูให้ละเอียดว่า มันไม่ใช่เป็นตัวเราเจ็บหรอก โรคนี้ไม่ใช่เป็นโรคของเรา มันเป็นโรคของรูปต่างหาก

ท้ายที่สุดก็คือ รูปนามต้องมีการเปลี่ยนแปลง เป็นทุกข์ ทนได้ยาก และไม่ใช่ตัวตน

ขอให้เพ่งพิจารณาดูให้เห็นแจ้ง ให้เป็นความรู้ที่แจ่มชัดจริงๆ แล้วมันก็จะพ้นทุกข์ตรงนี้ พ้นการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีการเกิดดับ ไม่มีอะไรปรุงแต่งความมีตัวตน ดับสนิทโดยเด็ดขาด อย่างนี้เขาเรียกว่า “พระนิพพาน”

“การนอนป่วย แล้วพิจารณาการปล่อยวาง
จนได้พบพระนิพพาน
ไม่เป็นการดีกว่าอยู่อย่างปกติ
แล้วเกิดความประมาทเป็นไหนๆ หรือ”