บ่อน้ำไม่มีแห้ง
๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๐

หรือที่ YouTube

การที่เรามาภาวนากำหนดลมหายใจ พุท เข้า โธ ออก ต้องพยายามแต่งลมให้เป็นที่สบายด้วย ถ้าลมไม่สบาย ใจจะไม่อยู่ เดี๋ยวจะเปิดหนีเลย เพราะใจของเราต้องการความสุขแต่เราก็ไม่ให้มัน ถ้ายังไม่แน่ใจว่าแบบไหนจะเป็นที่สบายของเรา ก็พยายามนึกคลายความเครียดในส่วนต่างๆ ของร่างกาย เริ่มตั้งแต่คอของเราที่ท้ายทอย คลายแล้วก็ลงไปผ่านตามไหล่ตามแขนออกมือ ถึงปลายนิ้ว จากนั้นก็เริ่มที่ท้ายทอยอีก ลงตามกระดูกสันหลัง ตามขาจรดเท้า ค่อยๆ ลงไปแล้วก็คลายๆๆ ลมก็จะหาจังหวะที่ดีของมันเอง นี่ละ เป็นการเมตตาตน หาความสุขภายในในทางที่ไม่มีโทษ ซึ่งไม่ต้องขึ้นกับสิ่งใดเลยจากภายนอก แต่ขึ้นอยู่กับจิตใจของเราอย่างเดียว

ถ้าความสุขของเราขึ้นอยู่ในโลก เหตุการณ์ของโลกเดี๋ยวมีขึ้นเดี๋ยวมีลง เดี๋ยวคนนั้นดี เดี๋ยวก็ร้าย แล้วก็มาดีอีก แล้วก็ร้ายอีก กลับไปกลับมา เศรษฐกิจก็ดี เดี๋ยวก็ร้ายเดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้ายอีก สังคมทั้งหลายก็ขึ้นๆ ลงๆ เหมือนกัน ถ้าหากว่าความสุขของเราขึ้นอยู่กับสิ่งที่ขึ้นลง ความสุขของเราก็ไม่มั่นคง เราจึงต้องหาที่ตั้งภายใน ให้รู้จักบริหารธาตุลมในตัวของเรา เราจะได้อยู่ในโลกโดยไม่ต้องไปพึ่งอะไรมากมายภายนอก

การเมตตาตนแบบนี้เป็นการเมตตาผู้อื่นด้วย ถ้าหากเรามีความสุขภายใน เราไม่ต้องเป็นภาระกับเขา คนส่วนใหญ่อยู่กับคนอื่นก็อยากให้คนนั้นให้ความสุข ทีนี้คนจะให้ความสุขซึ่งกันและกันได้แค่ระยะหนึ่งๆ แต่เขาจะรับผิดชอบความสุขของเราไม่ได้ ความสุขของเขาเองก็ไม่แน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าเราหาของเราจากภายใน เขาก็เลยเบาภาระด้วย

ก็ใจของเรามันชอบหากิน ท่านบอกว่ามันหากินตามอารมณ์ หากินตามเจตนาของเรา ถ้าเราพยายามแต่งอาหารใจของเราให้ดี โดยมีเจตนาที่จะหาความสุขที่ไม่มีโทษ หาความสุขที่ไว้ใจได้ ไม่ต้องไปหาความสุขจากคนนั้นคนนี้ ซึ่งวุ่นไปหมดเลย ใจก็จะอิ่ม เราก็จะมีความสุข แม้ว่าเหตุการณ์ภายนอกไม่ดีแต่เรายังมีภายในของเรา แล้วเราพอจะเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้บ้าง เหมือนกับบ่อน้ำบางแห่ง เช่นห้วยน้ำหน้าวัดเราไหลตลอดเวลา ถึงจะหน้าแล้งมันก็ยังไหลอยู่นั่น มันจะแล้งกี่ปีๆ ห้วยน้ำไม่เคยแห้ง เพราะน้ำมาจากใต้ดิน ไม่ได้มาจากน้ำฝน ใต้ผิวโลกมีปฏิกิริยาในหินที่ทำให้น้ำซึมขึ้นมาได้ตามรอยร้าว เพราะฉะนั้นฝนจะตกหรือจะไม่ตก น้ำก็ยังไหลอยู่ตลอดเวลา

นี่ จิตใจของเราให้มันเป็นอย่างนั้น น้ำใจของเราให้มันไหลอยู่ตลอดเวลา ให้มันไหลจากส่วนลึกภายใน ถ้ามันขึ้นอยู่กับคนอื่น มันก็เหมือนกับห้วยน้ำที่ว่า หน้าฝนก็ดี แต่หน้าแล้งก็แห้งไปเลย แบบนั้นไม่เอา เอาแบบที่ไหลตลอดเวลา

ฉะนั้น เราต้องมีวิชาภายใน และต้องฝึกทุกวันๆ ด้วย น้ำใจของเราจะได้แช่มชื่น เราจะได้พึ่งตนเอง คนอื่นจะได้พึ่งเราบ้าง เพราะความสุขที่พระพุทธเจ้าแสวงหานั้นเป็นความสุขที่ไม่มีขอบเขต มันไม่ใช่ว่า เราได้คนอื่นเสีย ความสุขของพระองค์ พระองค์ได้ คนอื่นก็พลอยได้เหมือนกัน เราก็ต้องการแบบนั้น พระองค์บอกไว้ ก่อนที่จะออกบวชก็มองดูโลก เกิดธรรมสังเวชขึ้นมา เห็นโลกมนุษย์เหมือนกับปลาที่อยู่ในห้วยน้ำเล็กๆ น้ำกำลังจะเหือดแห้งลงไป ปลาก็เลยแย่งกัน ว่าใครจะเอาน้ำเฮือกสุดท้าย ตัวนั้นก็ชนะตัวนี้ แต่ผลสุดท้ายก็ตายกันหมด น่าสังเวชใจ

พระองค์ต้องการความสุขที่ไม่ต้องไปต่อสู้กับใคร ไม่ต้องไปแย่งใคร พระองค์ก็เลยหาวิธีด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา สามอย่างนี้แหละเป็นความสุขที่ไม่มีขอบเขต หมายความว่า เราได้ คนอื่นก็ได้ เช่นเราให้ทานกับเขา เขารับความดีจากเรา เราเองก็ได้สร้างทานบารมีภายใน เกิดความอุ่นใจขึ้นมา เกิดความเบิกบานความกว้างใจขึ้นมา การรักษาศีลก็เช่นเดียวกัน เราไม่ได้เบียดเบียนเขา ไม่ได้เบียดเบียนตัวเอง เขาก็ได้ เราก็ได้ ยิ่งภาวนาเรารู้จักเลี้ยงจิตใจของเราให้รู้สึกอิ่มภายใน อิ่มภายในแล้วไม่ต้องไปเที่ยวหากิน ไม่ต้องไปแย่งใครทั้งนั้น ความสุขนี้ได้แผ่อิทธิพลทั่วไปโดยไม่มีขอบเขต

นี่เป็นความสุขส่วนพิเศษที่เราควรจะแสวงหาของเราบ้าง ตามแบบของพระองค์ โดยฝึกวิชารักษาจิตใจให้อยู่กับลมหายใจ ให้อยู่กับร่างกาย ให้มันคลายความเครียดในร่างกาย พยายามทำทุกวันๆ น้ำใจของเราจะได้ไหลตลอดเวลา

ธรรมเทศนา โดย พระอาจารย์เจฟฟรีย์ ฐานิสฺสโร