อุบาสกปังยุ่น เกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๑๒๘๓ ในช่วงสมัยราชวงศ์ถัง

คราวนั้น อุบาสกปังยุ่นได้สละทรัพย์สมบัติที่ท่านมีอยู่ทั้งหมด ออกแจกจ่ายเป็นทานแก่มหาชน แล้วท่านและภรรยาพร้อมทั้งบุตรธิดาอีกสองคน ได้ไปสร้างอาศรมเล็กๆ ขึ้นหลังหนึ่งไม่ห่างจากบ้านเดิมนัก เพื่อศึกษาและปฏิบัติธรรม ใช้ชีวิตกันอย่างสันโดษ สานภาชนะตลอดจนเครื่องใช้ต่างๆ ด้วยไม้ไผ่ขายเพื่อประทังชีวิต

ท่านปฏิบัติธรรมอยู่หลายปี จนในที่สุดก็ได้บรรลุถึงความประจักษ์แจ้งในชีวิต ต่อมาอีกไม่นาน ทุกคนในครอบครัวของท่านก็เข้าถึงพุทธธรรมเช่นเดียวกับท่าน

อยู่มาวันหนึ่ง อุบาสกปังยุ่นทราบว่า ท่านคงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน จึงกล่าวกับหลิงเขา ผู้เป็นธิดาว่า

“ร่างกายของคนเรานี้
เป็นเพียงภาพมายาที่แปรเปลี่ยนไปตามเหตุและปัจจัย
หาความเที่ยงแท้แน่นอนอันใดมิได้
มาบัดนี้พ่อพร้อมจะละร่างนี้ไปแล้ว
ลูกออกไปดูซิว่า พระอาทิตย์อยู่ตรงไหน
ถ้าเที่ยงเมื่อไร ให้มาบอกพ่อด้วย”

หลิงเชาเดินออกไปดู สักครู่ก็กลับมาบอกพ่อว่า

“ดวงอาทิตย์เกือบเที่ยงแล้วค่ะ ดูเหมือนจะมีสุริยคราสด้วย พ่อออกมาดูสิคะ”

อุบาสกปังยุ่นลุกจากเก้าอี้ เดินออกไปดูท้องฟ้าตามที่บุตรสาวบอก

ขณะนั้น หลิงเชาได้ยกเก้าอี้ที่บิดานั่ง ออกมาตั้งที่มุมห้องอีกด้านหนึ่ง แล้วนั่งขัดสมาธิ ดับลมหายใจเข้าออก สิ้นชีวิตบนเก้าอี้ตัวนั้นเอง

อุบาสกปังยุ่นแหงนมองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง ก็หันกลับเข้าห้อง เมื่อเห็นธิดาสิ้นลมหายใจไปเช่นนั้น ท่านกลับยิ้มแล้วพูดว่า

“อา… นังลูกสาวตัวดี ดันชิงตายก่อนพ่อเสียนี่”

พูดจบ ก็หันไปขนฟืน ทำงานตามปกติ มิได้แสดงอาการเศร้าโศกแต่อย่างใด

หลังจากงานศพของบุตรสาวผ่านไปได้ ๗ วัน เจ้าเมืองซึ่งเป็นสหายได้มาเยี่ยม ในขณะที่นั่งสนทนากันอยู่ อุบาสกปังยุ่นกล่าวขึ้นว่า

“เมื่อกล่าวโดยรวมแล้ว
สิ่งทั้งปวงสามารถจำแนกได้เป็นสองประเภท
คือสิ่งที่เป็นสาระ และสิ่งที่ไม่เป็นสาระ
สิ่งที่ไม่เป็นสาระ ก็อย่าเอามาเป็นสาระ
สิ่งที่เป็นสาระ ก็ให้ปล่อยวางเสีย”

“จงมองทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฎแก่เราอย่างมีสติ
ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นมายา
หาตัวตนที่แท้จริงมิได้
อุปมาสิ่งเหล่านั้น เป็นเสมือนเงาและเสียง
ที่ว่างเปล่าปราศจากตัวตน ฉะนั้น”

เมื่ออุบาสกปังยุ่นกล่าวจบ มีกลิ่นหอมประหลาดอบอวลไปทั่วห้อง ระหว่างนั้นอุบาสกนั่งหลับตานิ่ง ทรงกายตรงเป็นสมาธิ บรรยากาศยามนั้นเงียบสงบวังเวง พลันเจ้าเมืองนึกสังหรณ์ใจ เอื้อมมือไปเขย่าร่างที่นั่งขัดสมาธิอยู่นั้น แต่อุบาสกปังยุ่นได้อำลาโลกไปเสียแล้ว