คำถามที่ ๑๔

พูดปดเพื่อให้ผู้ป่วยสบายใจถือว่าผิดศีลหรือไม่

คำตอบ

เรื่องนี้ต้องแยกประเด็น เรื่องผิดศีล คงผิดแน่นอน เพราะว่าถ้ามีเจตนาที่จะพูดสิ่งที่ไม่จริงหรือเจตนาที่จะให้คนเข้าใจผิด เรียกว่าเราทำผิดศีล แต่เรื่องเหตุผลที่เราพูดปิดนั้นเราต้องแยกประเด็นว่าเรามีเหตุผลอย่างไร เราก็ชั่งน้ำหนักของเหตุผล ผลดีผลเสีย พยายามคิดให้ดี อาจจะมีในบางครั้งที่เราคิดพิจารณาแล้ว คิดทบทวนหลายครั้งแล้วรู้สึกว่าจะต้องยอมเป็นบาปในเรื่องนี้ แต่ไม่ได้บอกว่าเจตนาดีก็เลยไม่บาป อันนี้ไม่ใช่เจตนาที่เราต้องพูดสิ่งที่ไม่จริงนี้ เราต้องมั่นใจด้วยว่า ที่เราพูดให้คนสบายใจ อาจจะได้ผลดีในระยะสั้น แต่มันก็อาจจะมีโทษตามมา

อย่างเช่น สมมติว่าคนป่วยนั้นรู้จากคนอื่น หรือว่าถึงขั้นที่ว่าจำเป็นต้องพูด แล้วเราก็ต้องยอมรับว่าที่พูดก่อนหน้านี้ เมื่อวานนี้ เมื่อวันก่อน เราไม่ได้พูดความจริง เขาก็ต้องเสียความเชื่อถือ ต้องเสียความไว้วางใจในตัวเรา เพราะว่าเขาก็รู้ว่า เราเป็นคนที่โกหกเขาเป็น ความรู้สึกมันต่างกันมากนะ ถ้าเรารู้ว่าเพื่อนของเราคนหนึ่ง ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร เขาจะไม่พูดเท็จ เราก็ไว้วางใจเขาได้ ความรู้สึกมันจะเปลี่ยนไปมาก ถ้าเรารู้ว่า ถ้าเพื่อนคนนี้เห็นว่าสมควรจะโกหกก็โกหก ไม่สมควรก็ไม่โกหก ความรู้สึกมันเปลี่ยนไปมากนะ เพราะเราจะเกิดความไม่ไว้ใจ

การพูดความจริงดีกว่า พูดถึงความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง แต่บางทีเราพูดความไม่จริงด้วยเหตุผลดีๆ แต่พอเราพูดไม่จริงตรงนี้ ก็ต้องพูดไม่จริงตรงนั้นด้วย จะได้สอดคล้องกัน มันก็กลายเป็นเรื่องวุ่นวายไปเลย แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า ไม่ใช่ว่าพูดความจริงคือต้องพูดทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นจริงและในเวลาเดียวกัน เราก็เลี่ยงได้ เราหาทางพูดเรื่องอื่น หรือไม่พูดเลยหรือยิ้มก็ยังได้ วัฒนธรรมการยิ้มของไทยนี่ดีนะ เขาทำอะไร พูดอะไร เราไม่อยากตอบไม่ต้องไปโกหกเขา เรายิ้มมันก็จบได้

ถ้าเป็นทางเมืองนอกอาจจะไม่ได้ ยิ้มอะไร ยิ้มอย่างนี้แปลว่าอะไร แต่คนไทยมารยาทดีไม่พูดอย่างนั้น เขารู้ว่า เขาไม่อยากตอบ เขาไม่สะดวกตอบ มันเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ศิลปะในการพูด มันเป็นส่วนหนึ่งของการเจริญด้วยสัมมาวาจา ทำอย่างไรเราจึงจะพูดให้เขาสบายใจ แต่ไม่ให้ศีลเราเสีย ทำได้ไหม

ถ้าสมมติว่าเราเป็นหมอ แต่คนไข้ถามว่า ผมจะหายไหม ท่านคิดว่าผมจะหายไหม เราก็พูดได้ว่าเราหวังว่าจะหาย ถึงแม้ว่าเรารู้ว่าคงไม่หาย ถ้าพูดอย่างนั้นเขาจะหมดกำลังใจ แต่เราก็ไม่ต้องบอกว่า หาย หาย หาย แน่นอน สบายใจได้ ไม่จำเป็นต้องยืนยันหนักแน่นถึงขนาดนั้น ก็บอกว่า หวังว่าจะหาย อย่างนี้มันเป็นการเปลี่ยนประเด็นไป เราก็บอกว่าอยากให้หาย หวังว่าจะหาย แต่เราก็ต้องเตรียมตัวพร้อมเสมอ

พระพุทธเจ้าทรงบอกว่าอะไรๆ มันก็ไม่แน่นอน ขนาดสุขภาพดีมันก็ไม่แน่นอนอยู่แล้ว ยิ่งป่วยยิ่งมีโรคอย่างนี้เราประมาทไม่ได้ เราต้องพยายามทำสมาธิให้มาก ทำจิตใจให้ดี ให้ไปคิดแต่สิ่งที่ดีที่งาม เราก็ให้ข้อคิดในทางที่สร้างสรรค์ได้ นี่เป็นเรื่องของสติในชีวิตประจำวัน บางทีการโกหกดูว่าเป็นทางออกง่ายๆ แต่มันไม่ใช่ทางที่ดีก็ได้

หน้ารวมหนังสือ “คลายปม ๑”