คำถามที่ ๘

ปัจจุบันหนุ่มสาว และวัยรุ่นส่วนหนึ่งจะมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนเวลาอันสมควร คือแต่งงาน ถือว่าผิดศีลข้อสามหรือไม่

คำตอบ

เรื่องศีลข้อสาม สังเกตว่าไม่ระบุอะไรมาก การแต่งงานเป็นเรื่องสมมติมากกว่า เป็นข้อตกลงเป็นประเพณีวัฒนธรรม อย่างเช่น ในเมืองไทย ในอดีตเรื่องการแต่งงานก็ไม่ได้เอาเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตมาก ในระยะหลังคบค้ากับทางตะวันตก ซึ่งให้ความสำคัญกับงานพิธีกรรม ทางเมืองไทยก็มีแนวโน้มเปลี่ยนตาม การจะเอาการแต่งงานเป็นหลักหรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องที่ไม่แน่ใจเหมือนกัน

หลักการสำคัญในศีลข้อสาม คือสองคนต้องมีวุฒิภาวะเพียงพอ ต้องมีการตกลงกัน เรื่องนี้อาตมาไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะว่าถ้าโลกที่เป็นจริงบอกว่า หนุ่มสาวต้องแต่งงานกันก่อนจึงจะมีอะไรกันก็พูดได้ แต่ไม่มีใครทำตาม เรียกว่าน้อยคนที่จะทำตาม เท่าที่เห็นในบางประเทศที่พยายามจะเคร่งในเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่สังคม สิ่งแวดล้อมก็มีแต่ยั่วยุอารมณ์ทางเพศอยู่ตลอดเวลา เช่น การโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ มีสินค้าอันไหนไหมที่ไม่เอาผู้หญิงแต่งตัวโป๊มาโฆษณา เอาการยั่วยุทางเพศมาขายของได้ผลมากที่สุด ดูสื่อต่างๆ ที่แวดล้อมเด็กๆ ทุกวันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยั่วยุจิตใจไปทางด้านนี้

ถ้าหากว่าเราปล่อยให้สังคมเป็นอย่างนี้ ให้มีการกระตุ้นให้สนใจเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ ในขณะเดียวกันก็บอกว่าต้องแต่งงานก่อนจึงจะมีประสบการณ์ด้านนี้ได้ มันก็ไม่สอดคล้องกัน ทุกวันนี้ รู้สึกว่ายกเรื่องทางเพศว่ามันเป็นความสุข เป็นสิ่งที่ดี เป็นสุขสูงสุดอะไรอย่างนี้ ก็เป็นธรรมดาว่าเด็กวัยรุ่นก็ต้องสนใจ จะให้ดีเราก็ต้องมีการสอนตั้งแต่เด็กว่า มันคืออะไร แล้วมันมีโทษอย่างไร มีคุณอย่างไร เราต้องการให้เด็กเป็นผู้ที่มีเหตุผลและมีความรับผิดชอบทุกเรื่อง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องทางเพศอย่างเดียว ต้องทุกๆ เรื่อง

เราต้องพยายามสอนให้เด็กสามารถจะอยู่เหนืออารมณ์ได้ สามารถจะรู้ว่าต้องการก็ต้องการอยู่ แต่ว่าไม่ถูกต้อง แต่ถ้าสังคมรอบด้านคอยตอกย้ำว่าสิ่งนี้มันดี มันยอดเยี่ยม มันสนุกที่สุด สุดยอดความสุข แต่ว่าถ้ายังไม่แต่งงาน ไม่ได้นะ ถ้าเป็นเด็กวัยรุ่นก็ต้องต่อต้าน สุดท้ายปัญหาคืออะไร? ปัญหาคืออยากมีประสบการณ์ แต่ไม่ค่อยรู้เรื่อง เด็กสิบสาม สิบสี่ ท้องแล้วก็ทำแท้ง แล้วก็มีปัญหามากมาย เฉพาะฉะนั้นเรื่งอนี้อาตมาไม่มีคำตอบที่ชัดเจนตามหลักพุทธศาสนา ถ้าพูดถึงร้อย สองร้อยปีที่แล้ว ตามหลักวัฒนธรรมไทยก็ถือว่าถ้าได้เสียกันแล้วเรียกว่าเป็นแฟนเป็นสามีภรรยากัน

การยอมรับของสังคมก็เปลี่ยนแปลงไป อย่างเช่นเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี้เอง การที่ผู้ชายผู้หญิงอยู่ด้วยกันโดยไม่แต่งงานกันมีน้อยมาก ก็จะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคม ทุกวันนี้ม้ันเป็นเรื่องธรรมดา ผู้ที่จะแต่งงานนี่ดูจะน้อยกว่าผู้ที่จะอยู่ด้วยกันเฉยๆ แล้วก็ไม่มีใครว่าอะไร อยู่ด้วยกันแต่ไม่คิดจะแต่งงาน พอใจจะอยู่อย่างนี้ แล้วตอนนี้ก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมอังกฤษ ซึ่งก็ไม่ต้องไปวิจารณ์ว่าถูกหรือผิดอย่างไร ประเด็นนี้คงเนื่องจากว่าอิทธิพลของศาสนามีน้อยลง คนเห็นความสำคัญของพิธีแต่งงานน้อยลง คนเห็นว่า มันสำคัญว่าพอใจจะอยู่ด้วยกันไหม รักกันไหม เขาก็เอาแค่นั้น ไม่อยากจะไปผูกพันเป็นพิธีกรรม แต่ก็อยู่เหมือนสามีภรรยากัน การยอมรับของสังคมเปลี่ยนแปลงไป จะเอาหลักแต่งงานนี้ยาก

ที่อเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่ยังค่อนข้างที่จะมั่นคงในศาสนาของเขา เขาก็จะรณรงค์เรื่องทางเพศนี้ให้มากขึ้น ประเด็นสำคัญก็คือว่าตั้งแต่เด็กให้เราสอนเด็กให้รู้เท่าทันความรู้สึก ไม่ยึดมั่นถือมั่นในความรู้สึก ไม่วิ่งตามความรู้สึก พออายุวัยรุ่นแล้วความรู้สึกทางเพศเริ่มจะรุ่นแรง ถ้ามีรัก ก็รู้ว่านี่คือความรู้สึกอย่างหนึ่ง อันนี้จะเป็นสิ่้งที่ดีที่สุด คือไม่ให้ชีวิตถูกกำหนดโดยความรู้สึกที่จะทำสิ่งที่ตอนหลังจะรู้สึกเดือดร้อนจิตใจ

ข้อสำคัญอีกข้อหนึ่งคือต้องการย้ำ ต้องการสอนให้เด็กผู้ชายเคารพเด็กผู้หญิง เคารพสิทธิ์ผู้หญิง ไม่บังคับผู้หญิง ไม่ใช่บังคับกายบังคับใจ นี่แหละสำคัญที่สุด ส่วนมากฝ่ายที่รุกรานคือฝ่ายผู้ชาย แล้วผู้หญิงก็ยอม เราต้องเน้นสอนเด็กผู้ชายให้มีความเคารพในสิทธิ์ของผู้หญิงมากขึ้น แต่ว่าอิทธิพลของสื่อมวลชน ของภาพยนต์ต่างๆ มันไม่ช่วยกันเลย เรื่องการสร้างบรรยากาศ หรือสร้างการยอมรับที่ถูกต้อง ภาพยนต์ต่างๆ สมัยนี้ พอผู้ชายผู้หญิงเจอกันไม่กี่นาทีก็ชวนไปนอนกันแล้ว กลายเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเด็กเห็นอย่างนี้ตั้งแต่เล็ก เขาก็เข้าใจว่า นี่คือธรรมดา

หนังสือ “คลายปม ๑” พระอาจารย์ชยสาโร

หน้ารวมหนังสือ “คลายปม ๑”