สุมนา

สุมนา เป็นธิดาคนเล็กของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี นางได้รับโอกาสได้จัดภัตตาหารถวายแด่เหล่าพระภิกษุสงฆ์ และได้ฟังธรรมเป็นประจำ จนในที่สุดนางได้บรรลุพระสกทาคามิผล

แต่ต่อมาไม่นาน นางเกิดล้มป่วยลง มีอาการทรุดลงทุกขณะ จึงให้คนไปตามบิดา

ท่านอนาถบิณฑิกะรีบกลับเรือน แล้วเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง

“เป็นอย่างไรบ้าง ลูกพ่อ” ท่านอนาถบิณฑิกะถาม

“ไม่เป็นอะไรมากดอก น้องชาย” ลูกสาวตอบ

ได้ฟังดังนั้น ท่านอนาถบิณฑิกะถึงกับทรุดลงนั่ง ด้วยคิดว่าลูกสาวของเรา อาการคงจะทรุดหนักมาก จนเพ้อไปเสียแล้ว

“อย่ากลัวเลยลูก… พ่ออยู่นี่” อนาถบิณฑิกะพยายามปลอบ

“ไม่กลัว… น้องชาย”

ลูกสาวยังคงเรียนท่านอนาถบิณฑิกะ ด้วยคำว่า “น้องชาย” ดุจเดิม

“ลูกพ่อเพ้อไปเสียแล้ว”

“ไม่ได้เพ้อดอก น้องชาย น้องชายอย่าเศร้าโศกเสียใจไปเลย พี่ลาละ” สุมนาพูดเพียงเท่านี้ ก็สิ้นใจ

ท่านเศรษฐีแม้จะเป็นพระโสดาบันแล้ว แต่ก็มิอาจอดกลั้นความเศร้าโศกไว้ได้ เมื่อพิธีปลงศพธิดาเสร็จสิ้นลง จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาด้วยน้ำตานองหน้า กราบทูลเรื่องทั้งปวงให้ทรงทราบ

“ดูก่อนอนาถบิณฑิกะ ความตายเป็นเรื่องธรรมดาของโลก ท่านอย่าเศร้าโศกเสียใจไปเลย” พระศาสดาตรัสปลอบ

“ข้าพระพุทธเจ้าทราบความข้อนั้น พระเจ้าข้า” เศรษฐีทูล

“แต่ธิดาของข้าพระองค์เป็นคนดีเหลือเกิน ข้าพระองค์เสียใจอยู่ว่า เธอผู้มีหิริโอตตัปปะ มีใจประกอบด้วยกุศล มีมือชุ่มด้วยทานเห็นปานนี้ เมื่อมรณกาลมาถึง นางกลับมีอาการดุจคนหลง โทมนัสจึงบังเกิดแก่ข้าพระองค์ยิ่งนัก พระพุทธเจ้าข้า”

พระศาสดาสัพพัญญู จึงตรัสว่า

“ดูก่อนอนาถบิณฑิกะ ที่ธิดาของท่านพูดเช่นนั้น เธอหาได้เรียกท่านว่า “น้องชาย” โดยโวหารแห่งโลกไม่ แต่ท่านเป็นน้องชายของเธอโดยธรรม ท่านเป็นพระโสดาบัน ส่วนธิดาของท่านได้บรรลุสกทามิผลแล้ว เธอจึงเรียกท่านว่า น้องชาย”

ท่านอนาถบิณฑิกะคลายความโศกเศร้า เกิดปีติปราโมทย์ในมรรคผลของธิดา แล้วกราบทูลถามพระศาสดาว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ นางไปเกิดในที่ใด พระเจ้าข้า”

“นางบังเกิดแล้วในภพดุสิต” พระศาสดาตรัสตอบ

“ธิดาของข้าพระองค์เพลิดเพลินอยู่กับหมู่ญาติในโลกนี้ ละโลกนี้ไปแล้ว ยังเพลิดเพลินในเทวโลกอีกหรือ พระเจ้าข้า”

“เป็นอย่างนั้น อนาถบิณฑิกะ”

“บุคคลผู้ไม่ประมาท
เป็นบรรพชิต หรือคฤหัสถ์ก็ตาม
ย่อมเพลิดเพลินในโลกทั้งสอง”