หรือที่ YouTube

ถอดความได้ดังนี้ (พระอาจารย์เจฟฟรีย์ ได้ตรวจสอบและแก้ไขแล้ว)

ให้พากันนั่งภาวนา ถวายกุศลให้ในหลวงรัชกาลที่ ๙

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนที่พระสารีบุตรมรณภาพไป พระอานนท์เข้าไปกราบทูลพระพุทธเจ้า แล้วเล่าว่า ตอนที่ได้ข่าวว่าพระสารีบุตรสิ้นไป ตัวเองรู้สึกว่ามืดแปดทิศ ไม่รู้จะคิดยังไง พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามว่า พระสารีบุตรมรณภาพไปนั้น พาศีลไปด้วยไหม เปล่า พาสมาธิไปด้วยไหม เปล่า พาปัญญา วิมุตติ การรู้การเห็นในวิมุตติ พาไปด้วยรึเปล่า เปล่า ก็แสดงว่า ความดียังมีอยู่ในโลก คนเราต้องสำนึกอยู่เสมอว่า ผู้ที่ดีแสนดีได้สิ้นไปแล้ว สวรรคตไปแล้ว เราอาจจะรู้สึกว่า ความดีได้หายไปจากโลกกับเขาด้วย แต่ที่จริงความดียังมีอยู่ในโลก โอกาสที่เราจะสร้างความดีก็ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นเราต้องปลุกกำลังใจ ว่าความดีที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากคนอื่น แต่เกิดจากตัวเราเองที่เรามาปฏิบัติในศีล ในสมาธิ ในปัญญา และข้อธรรมะทั้งหลายที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ต่างหาก

ธรรมะเหล่านั้น ถ้าอยู่ในคัมภีร์ก็เป็นแค่ชื่อของความดี แต่ถ้าเราสร้างขึ้นมาในจิตใจของเรา จะไม่ใช่เพียงแต่ชื่อแล้ว จะเป็นความจริงที่เราสร้างขึ้นมา เราสร้างเพื่อเป็นที่พึ่งของตัวเองด้วย และคนอื่นเขาด้วย

ที่เราถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งนั้น หมายความว่า เราเอาท่านเป็นตัวอย่าง ผู้ที่แสวงหาความสุขที่แท้จริง แสวงหาความดีที่แท้จริงนั้น เขาหากันยังไง พบกันยังไง พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายเป็นตัวอย่าง ธรรมะทั้งหลายที่ท่านสอนไว้ ก็เป็นแนวทางให้พวกเรารู้จักวิธีสร้างความดี ให้เป็นที่พึ่งภายในจิตใจของเรา ถ้าเราสร้างขึ้นมาแล้ว เราจะมีศีล มีสมาธิ มีปัญญาเป็นที่พึ่งของเรา

จากนั้นเราก็น้อมนึกถึงในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระองค์ก็สอนธรรมะเหมือนกัน เอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาสอนประชาชน และปฏิบัติตามเพื่อเป็นตัวอย่าง ให้เราได้เห็น ว่าความดีของธรรมะยังมีอยู่ในโลก

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนที่ฉลอง ๒๐๐ ปีกรุงรัตนโกสินทร์ จะเรียกง่ายๆ ว่า ในหลวงเทศน์ออกอากาศ ถึงธรรมะ ๔ ข้อที่ประชาชนคนไทยควรจะมีไว้ในกาย วาจา ใจของตน เพื่อสร้างความเจริญให้แก่ตัวเองและแก่ประเทศชาติ น้อมระลึกถึงธรรมะทั้ง ๔ ข้อที่มีอยู่ในนวโกวาท บทที่เรียกว่า ฆราวาสธรรม ธรรมของฆราวาส แต่ในคัมภีร์ไม่ได้เรียกอย่างนั้น เพราะเป็นธรรมของนักบวชด้วย ผู้ที่จะสร้างความดีตามหน้าที่ควรทำอย่างไร คนเราต่างคนก็มีหน้าที่ หน้าที่ในครอบครัว หน้าที่ในการงาน ที่เราควรปฏิบัติให้ดี ให้เคร่งครัด ในหลวงทรงแสดงให้เป็นตัวอย่างด้วย

ข้อแรกคือ สัจจะ มีความจริงใจ จริงในคำพูดด้วย จริงในใจด้วย ตั้งใจจะสร้างความดี เราก็สร้างตามที่เราปรารถนาไว้ ที่ตั้งใจไว้ ไม่พากันยกเลิก ไม่ได้เห็นแก่การเหน็ดการเหนื่อย ว่ามันเช้าเกินไป สายเกินไป ร้อนเกินไป หนาวเกินไป เราไม่เอาเป็นอุปสรรค เรามีความจริงต่อหน้าที่

ข้อที่สอง ทมะ ซึ่งในที่นี้หมายถึงการข่มใจของเจ้าของ คนเราต่างก็มีอารมณ์ แต่เราไม่ควรเอาอารมณ์เป็นใหญ่ เราต้องนึกถึงว่า หน้าที่ของเราเป็นยังไง สิ่งที่จะสร้างความเจริญเป็นยังไง พระพุทธเจ้าทรงบอกไว้ ปัญญาเริ่มที่เราถามว่า เราจะทำอะไรจึงจะเป็นไปเพื่อความสุขกาลนาน ก็ต้องนึกถึงกาลนานอยู่เสมอ ไม่ใช่ว่า ทำตามอารมณ์ นึกอยากพูดก็พูด นึกอยากทำก็ทำ อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เราต้องพิจารณาดูแล้วว่า ทำลงไปแล้ว ผลระยะยาวจะเป็นยังไง ถ้าเห็นว่ากิเลสจะนำหน้า เราต้องรู้จักข่มไว้ ถึงจะมีอยู่ในใจก็ไม่ให้แสดงออกมา พยายามแสดงมารยาทที่ดี มารยาทที่เป็นไปเพื่อสมัครสมานใจคนที่อยู่รอบด้าน เรียกว่า ทมะ ข่มใจไว้

ข้อที่สาม จาคะ เราได้อะไรในชีวิตก็ด้วยอาศัยผู้อื่น ถึงแม้ว่าเราทำด้วยน้ำพักน้ำแรงของเราเอง แต่ว่าที่เรามีวิชาความรู้ที่พอจะทำได้ ก็อาศัยคนหลายชั่วคนที่สอนกันมา ทั้งในด้านธรรมะ ทั้งในด้านวิชาโลก ทีนี้ เมื่อเราได้อะไรมา เราไม่ควรเก็บไว้เป็นของส่วนตัวเพียงอย่างเดียว เราต้องรู้จักแบ่งปัน สังคมมนุษย์เราต้องอยู่ด้วยการให้ ถ้าไม่มีให้เลย มีแต่คิดราคา จะแตกแยกกัน มองหน้ากันไม่ได้ สิ่งไหนที่พอจะให้ไปก็เป็นการผูกมิตร เรื่องนี้เป็นความจริงไม่ใช่เฉพาะชาติเรา แต่เป็นความจริงสำหรับชาติอื่นด้วย

เมื่อเช้าที่วัดมีคนชาติอื่นที่มาวัดเป็นครั้งแรก เขาบอกว่าเขาไม่รู้ว่าจะเจออะไรที่นี่ จึงมาทดลองดู ก่อนที่เขาจะกลับไปเขาบอกว่า ซึ้งในน้ำใจ เพราะเราไม่ได้เห็นว่า เขาเป็นคนชาติอื่น แต่รู้สึกว่าเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน เพราะอะไร เพราะการให้ เราไม่ได้คิดราคา ไม่คิดผลตอบแทน เราให้เพื่อให้ ไม่ใช่ให้เพื่อได้อะไรคืนมา จะเป็นวัตถุก็ตาม จะเป็นเวลาของเราก็ตาม วิชาความรู้ก็ตาม อภัยทานการให้อภัยซึ่งกันและกันก็ตาม เราอยู่ด้วยการให้ เราเองจะกลายเป็นคนใจกว้างขึ้นมาด้วย

ท่านพ่อลีเคยบอกว่า สำหรับคนมีนิสัยยินดีในการให้ ทั่วโลกนับว่าเป็นบ้านของตัวเอง พื้นดินก็เป็นพื้นบ้าน ฟ้าก็เป็นหลังคา เป็นเพดาน นอนที่ไหนก็นอนได้ ไม่มีการระแวง ไม่มีการกลัว เพราะเราให้ ไม่ได้เป็นคนใจคับแคบ นี่เรียกว่า สร้างความเจริญด้วยการให้

ข้อที่สี่ ขันติ ความอดทน คนอื่นเขาจะพูดยังไง จะทำยังไง เราก็อดทนไว้ พระพุทธเจ้าสอนเรื่องความอดทน ๒ อย่าง คือบางอย่างควรจะทน บางอย่างไม่ควรจะทน ที่ไม่ควรทนนั้นคือกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตใจเรา อย่าไปทน ต้องรีบกำจัด อย่าให้มันมาค้างในใจของเรา

ส่วนที่ควรอดทนนั้น คือเช่น คนอื่นเขาพูดเสียดสี พูดให้เจ็บใจ อย่าให้ใจของเราเจ็บ ท่านแนะนำสองวิธี หนึ่ง เขาพูดอะไร ให้นึกเพียงแต่ว่า เสียงที่ไม่ดีมากระทบที่หู ก็ให้มันจบที่หู อย่าดึงเข้ามาไว้ในจิตใจของเรา ส่วนมากมนุษย์เราไม่จบแค่นั้น เขาพูดคำเดียว แต่ใจของเราก็ต่อเป็นหลายๆคำ เป็นพันคำก็ได้ ล้วนแต่เป็นคำที่แทงจิตใจของเรา แล้วเราจะทนได้ยังไง เราเองก็ต้องรู้จักมีวิชา เขาพูดแค่นั้น ให้มันจบแค่นั้น

อีกอย่างหนึ่ง ท่านให้พิจารณาถึงวาจาของมนุษย์ วาจาของมนุษย์เป็นยังไง มีหลายประเภท ที่จริงก็มี ไม่จริงก็มี ที่หวังดีก็มี ไม่หวังดีก็มี ที่มีสาระแก่นสารก็มี ไม่มีสาระแก่นสารก็มี เรียกว่า ธรรมดาวาจาของมนุษย์เป็นอย่างนี้ ทีนี้คนอื่นพูดสิ่งที่ไม่ดีกับเรา ไม่แสดงความหวังดี ก็ให้ถือว่าธรรมดา แล้วให้ใจของเราธรรมดาไปด้วย อย่าให้มันกระทบ เราก็ทนได้ เขาพูดมาสามคำ เราพูดคำเดียว หรือไม่พูดเลย เรื่องมันจบง่าย นี่วาจามนุษย์ แต่ที่ร้ายกว่าวาจาคนอื่นก็คือวาจาในจิตใจของเรา ตัวนั้นแหละที่จะทำให้เราทนไม่ได้ แต่ถ้าเราข่มได้ เราก็ทนได้ เขาพูดมา เราก็ให้มันผ่านไปๆ เท่านั้นเองก็หมด

อีกข้อหนึ่งที่ควรอดทนนั้น คือ ทุกขเวทนา ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นในร่างกายของเรา ให้ถือว่าเป็นธรรมดาของร่างกายเช่นเดียวกัน เรามีอวัยวะกี่ประเภท ก็มีโรคสำหรับอวัยวะนั้นๆ โอกาสที่จะเกิดทุกขเวทนาก็มีอยู่ในทุกส่วนของร่างกายเราก็ได้ อย่างที่หลวงปู่สุวัจน์เคยพูดอยู่ เอาเหล็กมาแทงที่ร่างกายของเรา ไม่ว่าจุดไหน ก็เจ็บทั้งนั้น เพราะฉะนั้นต้องถือว่าทุกขเวทนาเป็นเรื่องธรรมดาในร่างกายของเรา ที่ไม่ธรรมดาคือเวลาที่มันลามไปถึงจิตใจของเราด้วย ตรงนี้เราจะต้องแก้ สัญญาของเรานั่นแหละเป็นตัวสำคัญ ทุกข์เกิดขึ้นในร่างกาย เราถือว่าทุกข์เข้ามายึดในส่วนของเรา ที่เราถือว่าเรามีกรรมสิทธิ์ มันก็แย่งกันตรงนั้น เพราะเราไม่รู้จักแยกไว้ว่า ส่วนไหนเป็นร่างกาย ส่วนไหนเป็นทุกขเวทนา ส่วนไหนเป็นจิตคือธาตุรู้ ที่จริงมันอยู่คนละส่วน คนละส่วน แต่เรามาคละเคล้ากัน เพราะสัญญา สัญญาในใจที่ยึดร่างกายว่าเป็นของๆเรา ทุกขเวทนาเข้ามา บุกเข้ามา เราก็ถือว่า มันไม่ควรมีอยู่ในที่นั้นเพราะที่นั้นเป็นที่ของเรา เราจึงคิดแต่ที่จะไล่มันออกไป ก็ต้องทุกข์อยู่ดี แต่ถ้าเราถือว่า มันอยู่ส่วนของมัน ใจของเราก็อยู่อีกส่วนหนึ่ง เราก็ทนได้

เราจะเห็นว่าเรื่องขันติ นี่สำคัญมาก ถ้าคนมีขันติ ธรรมะข้ออื่นก็จะง่ายขึ้น เราจึงต้องอบรมจิตใจของเราให้มีขันติ

อย่างในหลวงเป็นตัวอย่างที่ดีเลิศ จะหาผู้นำประเทศที่เสมอเหมือนก็ยากแสนยาก พูดได้ว่า ไม่มี ทั้งในความลำบาก ทั้งในการที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ท่านก็ไม่ท้อถอย ไม่สะทกสะท้าน ท่านทำตามหน้าที่ ที่จริงทำเกินหน้าที่ก็ว่าได้ เพราะพระเจ้าแผ่นดินสมัยก่อนไม่ได้ทำหน้าที่แบบนี้ แต่พระองค์เห็นว่า มีโอกาสที่จะสร้างความดีขึ้นมา นี่เป็นความดีส่วนพิเศษของพระองค์ ที่เราควรจะเอาเป็นตัวอย่างเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ทำแค่หน้าที่ก็พอแล้ว ความดีอันไหนที่เราพอจะมีโอกาสสร้างขึ้นมา ให้ถือว่าเป็นบารมีของเราทั้งนั้น เราไม่ได้เก็บไว้เพื่อเรา เราทิ้งไว้เป็นของขวัญให้ชาวโลก แล้วเราเอาบารมีเป็นส่วนหนึ่งของเราไป เราเกิดมาเป็นมนุษย์ ชีวิตของเราก็สั้นนิดเดียว ถึงจะอยู่ร้อยปีก็ยังสั้น ยิ่งแก่เข้าแต่ละปีๆ รู้สึกว่ามันสั้นเข้าๆ ทุกทีๆ แต่เราควรถือว่า ถึงจะสั้น แต่เรามีโอกาสสร้างความดี เป็นส่วนพิเศษของเรา คือความสุขธรรมดาๆ นั้น ใครๆเขาก็ทำได้ แต่ถ้าเราเห็นว่า เรามีโอกาสที่จะสร้างความดีที่ยิ่งกว่าธรรมดา ถึงจะไม่ใช่หน้าที่ของเรา แต่เป็นสิ่งที่เราพอจะสร้างได้ เราก็ริเริ่มขึ้นมา เป็นบารมีธรรมของเราทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้น ให้ระลึกถึงความดีของพระองค์ ที่มีต่อพวกเราและต่อคนไทยทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย คนไทยที่อยู่ต่างประเทศ และไม่ใช่เฉพาะคนไทย อย่างที่อาตมาเคยเล่าให้ฟัง ถ้าหากไม่มีในหลวง ความมั่นคงแห่งชาติไทยก็ไม่แน่ โอกาสที่คนต่างชาติจะเข้ามาศึกษาธรรมะจากครูบาอาจารย์อาจจะไม่มีก็ได้ วัดเมตตาฯ ของเราอาจจะไม่มีก็ได้ เพราะฉะนั้นให้นึกถึงบุญคุณของท่านที่มีต่อเรา ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ทั่วโลกก็ได้ประโยชน์จากความดีของท่าน ธรรมะของพระพุทธเจ้าตอนนี้แพร่หลายมากขึ้น เพราะประเทศไทยมั่นคง เพราะอะไร ก็เพราะว่า ในหลวงทรงเห็นโอกาสที่จะสร้างความดีที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งไม่มีในหน้าที่โดยตรง แต่เป็นความดีที่พอจะทำได้ พระองค์ก็ทรงทำ

ส่วนเราก็ควรเอามาเป็นตัวอย่าง เรียกว่าพยายามให้ความดียังสืบต่ออยู่ในโลก ไม่หายไปไหน อยู่ที่พวกเราแต่ละคนๆ ที่จะสร้างขึ้นในกาย วาจา ใจของตน เรียกว่า สืบต่อเจตนารมย์ของพระองค์ ที่จะให้ชาวโลกเห็นว่า ความดีเป็นอย่างนี้ มีคุณค่าอย่างนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงิน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทอง มันขึ้นอยู่กับความดีที่เราสร้างด้วยความมีสัจจะ มีทมะ มีจาคะการเสียสละ มีขันติความอดทน ทำให้จิตใจของเราแน่วแน่ ความดีที่เราจะสร้างขึ้นจะได้เป็นชิ้นเป็นอัน ซึ่งเป็นไปเพื่อความสุขตลอดกาลนาน