คำถาม ๑:

หากเราเคยทําผิดศีลข้อ ๑ ฆ่าสัตว์โดยเจตนา ทุกวันนี้ยังรู้สึกเกรงกลัวต่อบาป การที่เราปฏิบัติธรรมแล้วแผ่เมตตา เจ้ากรรมนายเวรจะได้รับมากหรือน้อยเพียงใด และทําอย่างไรจึงจะทําให้จิตคลายความเศร้าหมอง

ตอบ:

เมื่อเราผิดศีลแล้ว วิธีการชําระมีสามข้อ
๑. คือ หยุดและยอมรับว่าตัวเองผิด
๒. เปิดเผยกับกัลยาณมิตรโดยไม่ปิดบังอําพราง
๓. ตั้งใจว่าจะไม่ทําอีกต่อไป นี่เรียกว่าเป็นการชําระศีล เมื่อเราผิดศีลแล้ว
ความละอายต่อบาปความเกรงกลัวต่อบาปเพิ่มมากขึ้น เรียกว่าเราได้กําไรได้สิ่งที่ดี ได้บทเรียน ความละอายต่อบาปความเกรงกลัวต่อบาป นั้นเป็นคนละเรื่องกับความรู้สึกผิด ภาษาอังกฤษแปลคํารู้สึกผิดว่า guilt หรือรู้สึก guilty ความรู้สึกผิดเป็นกิเลส เป็นนิวรณ์ ไม่ใช่สิ่งที่ดี ความรู้สึกผิดถือเป็นอกุศล แต่ความละอายต่อบาปถือเป็นกุศล ต้องแยกแยะให้ดี จุดนี้สําคัญมาก

นักวิชาการบางคนเรียกวัฒนธรรมตะวันตกเป็นวัฒนธรรม guild เป็น guilt culture วัฒนธรรมทางเอเชียเป็น shame culture เดี๋ยวนี้อิทธิพลของตะวันตกมากขึ้นๆ รู้สึกเป็น guilt culture มากขึ้นทุกที ถ้าเราทำความผิด เรารู้สึกตัว เราก็ตั้งอกตั้งใจ ไม่ปิดบังอำพรางไม่หลอกตัวเองว่าเราไม่ได้ทำ ไม่หลอกคนอื่นและตั้งใจไม่ทำต่อไป และต้องปล่อยวาง

เราถือว่าในวันนั้นที่ทำผิดศีล เหตุปัจจัยเป็นอย่างนั้น ความกดดันจากภายนอกเป็นอย่างนั้น สติปัญญาความอดทนอารมณ์เรามีแค่นั้น มันจึงเกิดพฤติกรรมที่เป็นบาปกรรมขึ้นมา พอไม่มีอัตตาตัวตนของเราที่มีความผิด ความรู้สึกว่าผิดถือว่าเป็นเรื่องอกุศลเพราะตั้งไว้บนฐานแห่งความมีอัตตาตัวตน ความละอายต่อบาปเป็นคนละเรื่อง ความละอายจะเกิดได้ต้องไม่มีอัตตาปรากฎอยู่ จึงจะถือเป็นความละอายความเกรงกลัวต่อบาป ที่เราเรียกว่า หิริ โอตตัปปะ

เรื่องแผ่เมตตาก็เช่นเดียวกัน เราไม่มีญาณรู้ว่าใครได้รับมากน้อยแค่ไหน เราทำไปเพราะเป็นสิ่งที่ช่วยให้จิตใจเรารู้สึกดีขึ้น ถ้ามีผู้ที่จะรับก็รับไป ในเรื่องที่เรารู้สึกเศร้างหมองนั้นก็เพราะเราอยากจะเศร้าหมอง ถ้าจะให้จิตคลายความเศร้าหมอง มันต้องมีความริเริ่มจากภายในใจว่าต้องพยายามปล่อยวางความเศร้าหมอง

จากหนังสือ “คลายปม ๑” (ฉบับปรับปรุง)

หน้ารวมหนังสือ “คลายปม ๑”