มรณสติ

“ดูก่อนชาวเมืองอาฬวีทั้งหลาย ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน ความตายเป็นของแน่นอน เราทั้งหลายจะต้องตายเป็นแน่ ชีวิตมีความตายเป็นที่สุด

ท่านทั้งหลายจงเจริญมรณสติเถิด เพราะบุคคลผู้ไม่เคยเจริญมรณสติ เมื่อถึงมรณสมัย ย่อมถึงความสะดุ้ง หวาดกลัว ปานประหนึ่งได้เห็นอสรพิษอันดุร้าย

ส่วนผู้ใดเจริญมรณสติอยู่เสมอ ย่อมไม่หวาดกลัว ไม่สะดุ้งเมื่อถึงเวลาใกล้ตาย

อายุของมนุษย์นี้น้อยนัก จำต้องไปสู่ปรโลก จึงควรรีบทำกุศล รีบประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายนั้นไม่มี ผู้ที่อยู่ได้นานก็เพียงร้อยปี หรือที่เกินร้อยก็น้อยนัก

อายุของมนุษย์นี้น้อยนัก ไม่ควรเพลินใจในอายุว่ามีมาก พึงรีบประพฤติสุจริต เหมือนคนอันไฟติดทั่วแล้วที่ศีรษะ พึงรีบดับเสียโดยพลัน

บุคคลใดเจริญมรณสติว่า น่าปลื้มใจหนอที่เราอยู่มาได้ตลอดวันหนึ่งคืนหนึ่ง โดยอันตรายแห่งชีวิตไม่เข้ามาตัดเสียในระหว่าง ชื่อว่าประมาทอยู่ แท้จริงแล้ว

มรณสติอันบุคคลควรเจริญอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก จึงจะได้ชื่อว่า ผู้ไม่ประมาท”

พระธรรมเทศนานี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่ชาวเมืองในคราวเสด็จมาเมื่อสามปีก่อน

คราวนั้น มีเด็กหญิงคนหนึ่ง เป็นธิดาช่างทอผ้า ได้ฟังพระดำรัสเรื่องมรณสติ เกิดความเลื่อมใสศรัทธา มีความเคารพในองค์สมเด็จพระบรมศาสดาดุจบิดา เธอรักษาศีลอยู่เป็นนิจ และกระทำกิจทั้งปวงด้วยความไม่ประมาท

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาเมืองอาฬวีคราวนี้เป็นครั้งที่สอง ชาวเมืองต่างพากันดีใจ ที่จะได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ถวายทาน และฟังพระธรรมเทศนา

นางได้ทราบข่าวการเสด็จมาของพระพุทธองค์ จึงรีบเดินทางไปเฝ้าด้วยความปีติโสมนัส ครั้งไปถึง นางถวายบังคมพระบรมศาสดาผู้ประทับอยู่ท่ามกลางมหาชนทั้งหลาย แล้วเข้าไปยืนอยู่ข้างหน้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามนางว่า

“ดูก่อนกุมาริกา เธอมาจากไหน”

“ไม่ทราบ พระพุทธเจ้าข้า”

“แล้วเธอจะไปไหน”

“ไม่ทราบ พระพุทธเจ้าข้า”

“เธอไม่ทราบหรือ”

“ทราบ พระพุทธเจ้าข้า”

“เธอทราบหรือ กุมาริกา”

“ไม่ทราบ พระพุทธเจ้าข้า”

เมื่อพระศาสดาตรัสถามปัญหาสี่ข้อกับธิดาช่างทอผ้าแล้ว มหาชนต่างโพนทะนากันว่า ท่านทั้งหลายจงมาดูเถิด นางกุมาริกานี้ พูดคำอันไม่สมควรกับพระบรมศาสดา เมื่อพระพุทธองค์ตรัสถามว่า เธอมาจากไหน นางควรจะตอบว่า มาจากเรือนของช่างทอผ้า และเมื่อตรัสถามว่า เธอจะไปไหน ก็ควรตอบว่า จะไปโรงทอผ้ามิใช่หรือ

พระศาสดาทรงกระทำมหาชนให้สงบเสียงแล้ว ตรัสถามว่า

“ดูก่อนกุมาริกา เหตุใดเมื่อตถาคตถามเธอว่า เธอมาจากไหน เธอจึงตอบว่า ไม่ทราบเล่า”

“ข้าแต่พระบิดา หม่อนฉันไม่ทราบว่า หม่อนฉันมาจากภพไหน จึงได้มาเกิดยังภพมนุษย์นี้ พระพุทธเจ้าข้า”

“เมื่อตถาคตถามเธอว่า เธอจะไปไหน เหตุใดเธอจึงตอบว่า ไม่ทราบเล่า”

“ข้าแต่พระบิดา หม่อนฉันตอบไปเช่นนั้น ก็ด้วยไม่ทราบว่า เมื่อตายจากชาตินี้แล้ว หม่อนฉันจะไปเกิดที่ไหน พระพุทธเจ้าข้า”

“เมื่อตถาคตถามเธอว่า เธอไม่ทราบหรือ เหตุใดเธอจึงตอบว่า ทราบเล่า”

“ข้าแต่พระบิดา หม่อนฉันทราบดีว่า ตัวเองจะต้องตายแน่ จึงทูลตอบไปว่าทราบ พระพุทธเจ้าข้า”

“เมื่อตถาคตถามเธอว่า เธอทราบหรือ เหตุใดเธอจึงตอบว่า ไม่ทราบเล่า”

“ข้าแต่พระบิดา ที่หม่อมฉันตอบไปเช่นนั้น ก็ด้วยไม่ทราบว่า จะตายเวลาใด จะเป็นกลางวัน กลางคืน ตอนเช้า หรือตอนเย็น ก็ไม่ทราบได้ พระพุทธเจ้าข้า”

“สาธุ… สาธุ… สาธุ…”

พระพุทธองค์ทรงประทานสาธุการ แล้วตรัสว่า

“สัตว์โลกเป็นเหมือนคนตาบอด
ในโลกนี้ น้อยคนนักจักเห็นแจ้ง
น้อยคนนักจักไปสวรค์
เหมือนนกพ้นจากข่ายของนายพราน ฉันนั้น”

เมื่อจบพระธรรมเทศนา นางได้บรรลุพระโสดาปัตติผลพร้อมด้วยมหาชนเป็นอันมาก แล้วถวายบังคมลาพระบรมศาสดา รีบไปสู่โรงทอผ้า

เมื่อไปถึง นางมิทันเห็นว่าบิดานั่งหลับอยู่ จึงสอดด้ายเข้าไป หลอดด้ายไปกระทบปลายฟืมเสียงดัง บิดาตกใจตื่น รีบกระชากปลายฟืมกลับมา ปลายฟืมกระแทกเข้าที่หน้าอกของธิดาโดยแรง นางล้มลงถึงแก่ชีวิตในทันที

ช่างทอผ้าผู้บิดาเศร้าโศกเสียใจเป็นกำลัง ร้องไห้คร่ำครวญไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดเป็นที่พึ่งให้แก่ข้าพเจ้า โปรดยังความเศร้าโศกของข้าพเจ้าให้ดับลงด้วยเถิด พระเจ้าข้า”

พระบรมศาสดา ตรัสปลอบว่า

“ในสังสารวัฏ อันใครๆ มิอาจรู้ได้นี้
น้ำตาที่ท่านร้องไห้คร่ำครวญ
เพราะการจากไปของธิดานั้น
มีมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่
บัดนี้ ธิดาของท่านได้สำเร็จโสดาปัตติผล
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้าแล้ว
ท่านจงคลายความโศกเสียเถิด”

ด้วยพระพุทธพจน์อันเปี่ยมด้วยพระมหาเมตตา ช่างทอผ้าผู้บิดาบรรเทาความโศกได้แล้ว กราบทูลขอบรรพชาอุปสมบท แล้วบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ไม่นาน ก็ได้บรรลุพระอรหันตผล

จากหนังสือ “พ้นทุกข์” หน้า ๑๖๓