ถอดความโดยทำบุญดอทเนต – TamBoon.Net

เวลาที่ภาวนา เป็นเวลาทำงาน คนเราส่วนมากอยากจะมาพัก ทำงานมาเหนื่อยทั้งวันๆ พอถึงเวลาภาวนา ไม่อยากจะมีเรื่อง แต่ใจมันก็มีเรื่อง ถ้าหากว่าไม่แก้ มันก็ไม่ได้พัก ไม่ได้ความสงบ ไม่ได้ประโยชน์จากการภาวนาเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นถ้าใจของเราไม่อยู่ ต้องให้มันอยู่ให้ได้ ต้องหาอารมณ์ที่ชอบของมัน อย่างเช่น เราแต่งลมหายใจ เราชอบลมแบบไหน เราก็แต่งได้ ไม่มีใครห้าม

ถ้าใจไม่ยอมอยู่กับลม เราก็มาพิจารณาก่อนก็ได้ ว่าใจของเรามันหาเรื่อง มันอยากจะคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ มันคิดเพื่ออะไร ต้องหาวิธีคิดเพื่อให้มันแก้ ให้ตัดความสนใจของเราในเรื่องแบบนั้น นึกถึงว่า ชีวิตของเรามันน้อยจัง ผ่านไปๆ ที่ผ่านไปกี่ปีมาแล้ว ที่ผ่านไปแล้ว ตอนนี้มันอยู่ที่ไหน ไม่อยู่แล้ว หายไปเลย เข้าไปหาอะไร เข้าไปหา ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ถ้าหากว่าจิตใจของเราไม่ได้อบรม ใจยังฟุ้งซ่านอยู่ เราก็จะแย่ ควบคุมจิตใจไม่ได้ก็ยิ่งทุกข์ใหญ่ ไม่ใช่ทุกข์เฉพาะเรา ทุกข์คนอื่นด้วย เห็นเรากระสับกระส่าย เขาก็เป็นห่วง ถ้าเราดูแลจิตใจของเราไม่เป็น หรือไม่ได้ ก็เป็นที่หนักใจของเขาอีก ถ้าคิดอย่างนี้ได้ จะเห็นว่าความคิดของเราที่มันฟุ้งไปโน้นฟุ้งไปนี้ มันไม่มีความหมาย ไปสนใจกับมันทำไม เรื่องชีวิตประจำวันของเรา ทำตามหน้าที่ แต่พอถึงเวลาของเราจริงๆ เรื่องอะไรที่จะต้องไปเที่ยวหาสิ่งเหล่านั้น นี่ถ้าคิดอย่างนี้ได้ ความต้องการของใจที่อยากจะออกไปหาเรื่องภายนอกมันจะน้อยลงๆ เริ่มจะยินดีหันเข้ามาสงบภายใน นี่ท่านเรียกปัญญาอบรมสมาธิ คือใช้ความคิดแก้

ถ้าโกรธคนนั้นคนนี้ เอาเมตตาไปแก้ ถ้าหากเราปล่อยใจของเราให้ไปโกรธกับเขา ใครจะเป็นคนทุกข์ เรานี่แหละเป็นคนทุกข์ เรานั่งอยู่ตรงนี้ เราโกรธเขา เขาไม่รู้เรื่อง เราต่างหากที่สร้างความทุกข์ให้ตัวเอง ถ้าเราเมตตาตัวเองจริงๆ เราจะไม่สนใจเรื่องของเขา ให้อภัยซะ ถือว่ากรรมเก่าก็แล้วกัน

ก่อนที่ใจของเราจะหยุดความคิดที่พุ่งออกไป เราต้องคิดเป็น ให้ใจเราเห็นว่าสิ่งที่เราคิดไป มันไม่สำคัญ หันมาดูลม ถ้าจะคิดก็คิดในเรื่องของลม การเข้าการออกของเขา การเดินของลมในร่างกายของเรามันเดินยังไง ตรงไหนที่มันเครียด ตรงไหนที่ติดขัด นึกคลาย คลาย คลาย ไปเรื่อย นึกถึงว่าปรมาณูในร่างกายของเรา ส่วนใหญ่เป็นอากาศธาตุ ลมก็น่าจะผ่านได้ ก็ใช้สัญญาช่วยแก้ ไล่ไปเรื่อยๆ กระดูกสันหลังบ้าง ที่ขาบ้าง แขนบ้าง ที่หน้าอก ที่ท้อง ในหัว ทุกส่วนในร่างกายให้ลมเดินได้ ถ้ายังไม่มีความรู้สึก ก็นึกภาพในใจก็แล้วกันว่ามันเดินได้ เดินด้วยความสะดวก เดินด้วยความคล่องแคล้ว เรียกว่าคิดเป็นเหมือนกัน ก่อนที่ใจจะหยุดคิดก็ต้องคิดเป็น คิดที่จะแก้ความฟุ้งซ่าน คิดที่จะสร้างสมาธิขึ้นมา นี่งานของเรา งานของเรามันดีตรงที่ว่า ถ้าทำเป็นแล้ว ใจของเราก็จะสงบ ถ้ายังไม่สงบ ก็ถือว่า ทำเพื่อความสงบสักวันหนึ่ง บางคนก็ว่า ใจมันก็ฟุ้งอยู่โน้น นั่งดึงกันไปดึงกันมาทั้งชั่วโมง ที่ดึงเข้ามา มันดีกว่าไม่ได้ดึงเข้ามาเลย กำลังฝึกนิสัย ใจตัวพยศ ใจตัวคะนอง ให้มันอยู่ในมือของเรา เขาไม่อยู่ ก็ไม่ยอมแพ้มัน ใช้ความคิดของเราบ้าง ขู่บ้าง ปลอบใจบ้าง เรียกว่ามีอุบาย

คนเราที่ฝึกภาวนานี่ ท่านพ่อเฟื่องเคยบอกว่า มีสองอย่างคือ คนที่คิดมากเกินไป กับคนที่คิดน้อยเกินไป ที่คิดพอดีมันไม่มี นอกจากว่าเราฝึกแล้ว ถ้าความคิดของเรามันมากไป ก็พยายามให้มันน้อย เพราะว่าเรามาปฏิบัติเพื่อความสงบ การที่จะเห็นโน้นเข้าใจนั่น เกิดปัญญาเรื่องนั้นเรื่องนี้ เอาปัญญาเฉพาะวิธีที่ทำให้ใจเราสงบ ใช้สติ คำว่าสติในที่นี่ ไม่ได้หมายความว่า รับรู้เฉยๆ บางคนก็เข้าใจผิด นึกว่าสติเพียงรับรู้โดยไม่มีปฏิกิริยา มันไม่ใช่ สติของพระพุทธเจ้า สติเป็นเครื่องระลึก ระลึกถึงหน้าที่ของงาน ว่าเราตั้งใจจะอยู่กับลม เลือกจะอยู่กับลมให้ได้ ไม่ลืม ไม่เผลอ สร้างสัมปชัญญะ ความรู้ตัว

ความรู้ตัวนี้ไม่ใช่ว่า รับรู้อะไรที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเฉยๆ รับรู้เฉพาะสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ และผลของการกระทำ ให้เพ่งอยู่ตรงนี้ มีอาตาปะ คือความเพียร เพียรให้มันดีให้ได้ ถึงแม้ว่ายังไม่สงบ ดึงเข้าไปภายใน ใจส่วนหนึ่งก็จะออกไปภายนอกอีก ใจที่อยากภาวนาก็จะเดินเข้ามาอีก เอาส่วนนี้แหละ เอาให้มันชนะให้ได้ ถึงยังไม่ชนะ ก็อย่าไปน้อยใจ ฝึกไปเรื่อยๆ แล้วก็มาเปลี่ยนนิสัย สักวันหนึ่งมันจะค่อยๆ เชื่องเข้ามา เพราะมันเห็นว่าเราเอาจริงกับมัน เหมือนเราฝึกสัตว์เลี้ยงอยู่ในบ้าน ถ้าเราปล่อยให้มันเที่ยวตามอำเภอใจ เดี๋ยวไปเยี่ยวตรงนั้น เดี๋ยวไปขี้ตรงนี้ ไปกัดโน้นกัดนี่ ทำความสกปรกเลอะเทอะ ก็อยู่ด้วยกันยาก เราต้องฝึกเขา ในระหว่างฝึกเขา เขาไม่ชอบ เขาจะดิ้นหนี เราแพ้มันไม่ได้ เราจะให้มันเชื่อเรา แล้วก็เชื่องกับเรา จึงจะอยู่ด้วยกันได้ จิตใจของเราก็เช่นเดียวกัน ใจตัวผยศที่ไม่อยากจะอยู่ อย่าไปถือว่าเป็นเรา เป็นส่วนหนึ่ง ก็กิเลสเขา เหมือนใจของเราเป็นคณะกรรมการ มีหลายฝ่าย ฝ่ายที่ไม่อยากอยู่ อย่าไปแพ้มัน อย่าให้มันมีอำนาจในกรรมการของเรา เอาฝ่ายที่อยากอยู่ อยากจะมีความสุขที่แท้จริง คือทุกฝ่ายก็ต้องการความสุข แต่ความสุขบางฝ่ายเขาก็จะเอาแบบเร็วๆ ให้มันทันใจ มันไม่สนใจว่า ผลระยะยาวจะเป็นยังไง ไอ้ฝ่ายนี้เราไว้ใจไม่ได้ ลองนึกถึงว่า ทำยังไงจะได้ผลดีในระยะยาว ถึงแม้ว่าบางทีก็ต้องทำงาน แต่นึกถึงว่าผลของงานจะเป็นยังไง ก็เหมือนเด็ก คิดเทียบอีกอย่างก็เหมือนเด็ก ถ้าพ่อแม่สงสารลูกเห็นว่าไปโรงเรียน ทำงานหนัก ลูกไม่สบาย ก็เลยปล่อยไม่ต้องไปโรงเรียน ลูกจะเป็นยังไง พอโตขึ้นมา ไม่มีวิชา ต้องบังคับให้ลูกทำงาน ให้ยินดีในการทำงาน เพื่ออนาคตของเด็ก รักจริงๆ ก็ต้องทำแบบนี้

ถ้าเรารักตัวเอง หวังความสุขที่แท้จริง เราต้องเข้มงวดกับตัวเอง ใจส่วนไหนที่ไม่ยอม เราจะทำให้ยอมจนได้ ส่วนที่ยอมแล้ว ต้องส่งเสริมเขา ให้กำลังใจกับเขา นี่เรียก บริหารจิตใจของเราเป็น ใจเราเป็นทั้งลูก เราจะเป็นทั้งพ่อแม่ด้วย ครบอยู่ในตัว เรียกว่า ฝึกตัวเอง ให้สมาธิของเราเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา เพราะมันเป็นสมาธิจริงๆ ขึ้นมา เราจะไม่เสียดาย กินเวลาเท่าไหร่ๆ เราจะได้มีสมบัติภายในใจที่มีคุณค่าจริงๆ และก็คุ้มเกินคุ้ม เพราะฉะนั้นอย่าไปท้อใจ งานนี้เป็นงานเลิศ งานที่ดีที่สุดที่มนุษย์ทำได้ จะใช้เวลาแค่ไหน อย่าไปถือเป็นสำคัญ ที่สำคัญ การเอาใจใส่ของเรา อย่าให้มันขาดสายเท่านั้นเอง

118 total views, 0 views today